การตกแต่งไฟและออกแบบไฟเพื่อสร้างบรรยากาศดีๆในร้านกาแฟสุดชิค 7 แห่ง

การตกแต่งไฟและออกแบบไฟเพื่อสร้างบรรยากาศดีๆในร้านกาแฟสุดชิค 7 แห่ง

หลังจากอยู่สบายเอาหลักการเลือกซื้อหลอดไฟ  และการตกแต่งไฟหลืบไฟซ่อนมาเล่าให้อ่านกันไปแล้ว  บทความนี้เราลองไปดูไอเดียการใช้ไฟมาตกแต่งร้านกาแฟชิคๆ ในเมืองกันค่ะ  เราไปดูว่าร้านกาแฟและร้านขนมแต่ละร้านนั้นใช้การตกแต่งและเลือกใช้หลอดไฟอย่างไรเพื่อที่จะสร้างบรรยากาศให้สเปซ  เพื่อว่าเพื่อนๆชาวอยู่สบายจะได้เอาไอเดียนี้มาปรับใช้ตกแต่งห้องในบ้านและคอนโดของตัวเองค่ะ

.

.

.

ทุกวันนี้ด้วย Lifestyle คนเมืองยุคใหม่ที่ชอบไปนั่งชิลล์ๆที่ร้านกาแฟ ทั้งไปทำงาน หรือพบปะเพื่อนฝูง บางทีก็ขนงานเอาไปนั่งทำกันเพลินๆ ทำให้มีร้านกาแฟเพิ่มขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านที่มีแฟรนไชส์ หรือ ร้านที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ตามย่านออฟฟิศหรือใกล้ๆกับคอนโดในเมือง เพื่อสอดรับกับ lifestyle การดำเนินชีวิตของคนยุคนี้

ร้านกาแฟและร้านขนมแต่ละร้านต่างก็มีการตกแต่งภายในเพื่อสร้างบรรยากาศและเอกลักษณ์ของตัวเองที่แตกต่างกัน จนเรียกว่าเดี๋ยวนี้ร้านต่างๆไม่ได้ขายเฉพาะรสชาติกาแฟ เครื่องดื่ม ขนม หรือเมนูต่างๆที่เป็นจุดเด่นเท่านั้น  แต่ลักษณะของธุรกิจนี้ถูกนำเสนอขายเป็น package เป็นรูปแบบของ “การเสพบรรยากาศในร้านกาแฟ” มีการใช้ลูกเล่นของแสงไฟให้ Space ดูน่านั่ง เพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งทำให้การออกแบบตกแต่งโดยเล่นกับอารมณ์และความรู้สึกของคนกลายเป็นสิ่งสำคัญขึ้นมาอย่างมาก

ทั้งนี้องค์ประกอบในการตกแต่งอย่างนึงที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “แสงไฟ” เพราะแสงไฟลักษณะต่างๆจะเป็นตัวช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับสเปซและพื้นที่ใช้สอย  ถ้าใครเป็นคนช่างสังเกตหน่อยจะพบว่าเราสามารถนำไอเดียของการให้แสงสว่างมาประยุกต์ใช้เป็นไอเดียในการตกแต่งบ้านและคอนโดของเราได้เป็นอย่างดี  เพื่อเปลี่ยนห้องเรียบๆให้ได้บรรยากาศอย่างที่ต้องการ …. วันนี้เราเลยพามาดูการตกแต่งแสงสว่างในคาเฟ่บรรยากาศดีๆ ในกรุงเทพกัน 7 ร้าน  เพื่อนำไอเดียไปปรับใช้กับการจัดไฟแต่งห้องของตัวเองกันค่ะ ^^

 

1. Dean and Deluca (at Park Ventures Ecoplex)

Dean & Deluca เป็นร้านคาเฟ่ชื่อดังจากนิวยอร์ค ที่ปัจจุบันมีสาขาอยู่ในเมืองต่างๆมากมาย รวมไปถึงกรุงเทพที่ตอนนี้มีอยู่ทั้งหมด 4 สาขาค่ะ วันนี้เราพามากันที่สาขา Park Ventures Ecoplex ตั้งอยู่หัวมุมถนนวิทยุ มีทางเชื่อมต่อกับ BTS เพลินจิตเลยค่ะ ซึ่งอาคาร Park Venture นี้โดดเด่นในเรื่องการเป็นอาคารอนุรักษ์พลังงาน ภายในอาคารแบ่งพื้นที่เป็นสำนักงานให้เช่า, โรงแรม The Okura Prestige Bangkok และพื้นที่ร้านค้าค่ะ Dean & Deluca เองตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ของอาคารค่ะ

Dean and DeLuca_Park Ventures Ecoplex (ภาพที่ 07)

 

ตำแหน่งของร้าน Dean & Deluca นั้นจะอยู่ติดกับภายนอกอาคารซึ่งใช้กระจกเต็มบานทำให้มีแสงธรรมชาติเข้ามาได้เยอะมาก  ประกอบกับการตกแต่งภายในร้านจะออกมาสะอาดตาด้วยโทนสีขาวเป็นหลัก  ทุกอย่างเลยดูโล่งตา โดยจะใช้หินอ่อนสีขาวทำให้ดูสะอาดตาตัดกับโต๊ะสีดำ เน้นไปที่ความเรียบง่ายแต่ดูทันสมัย โล่งโปร่งสบาย ตกแต่งร้านด้วยไฟดาวน์ไลท์ ควบคู่ไปกับการติดตั้งโคมไฟครึ่งวงกลมสีขาวตรงบริเวณโต๊ะที่นั่งสีดำให้เข้ากับบรรยากาศของร้านค่ะ  ไฟในร้านนั้นเปิดเพื่อเลี้ยงบรรยากาศให้มีสีส้มอุ่นๆ มาตัดกับสีขาวดำไม่ให้ดูชืดจนเกินไป

Dean and DeLuca_Park Ventures Ecoplex (ภาพที่ 04)

 

ด้านในร้านจะมีที่นั่งทั้งแบบโต๊ะทานข้าวเคาท์เตอร์บาร์ และที่นั่งกินลมชมวิวด้านนอกค่ะ

Dean and DeLuca_Park Ventures Ecoplex (ภาพที่ 01)

 

เคาท์เตอร์สั่งอาหารก็เป็นหินอ่อนสีขาว ส่วนเมนูด้านบนเป็นพื้นสีดำค่ะ ก็จะมีทั้งกาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆ รวมทั้งอาหารแบบกล่องแพ๊ค แซนวิช เบเกอรี่และเค้กก็มีให้เลือกเยอะเลยค่ะ โคมไฟสีขาวจะติดตั้งไว้ตรงบริเวณโต๊ะที่นั่งเท่านั้น

Dean and DeLuca_Park Ventures Ecoplex (ภาพที่ 02)

 

ส่วนบริเวณเคาท์เตอร์จะเน้นโคมไฟเรียบๆค่ะ กับไฟดาวน์ไลท์ที่ช่วยเพิ่มแสงสว่างให้กับภายในร้าย นอกจากนี้ก็ยังมีส่วนที่ขายของด้วยค่ะ พวกช็อคโกแลตสามารถเอาไปเป็นของฝากได้ และก็ยังมีอุปกรณ์ทำอาหาร แก้วและเมล็ดกาแฟขายด้วยค่ะ  ถ้าสังเกตที่ผนังด้านที่แขวนนาฬิกา จะเห็นว่ามีการใช้ไฟส่องอัดเข้าที่ผนัง  เพื่อเน้นให้ผนังอิฐโชว์แนวนั้นเด่นขึ้น  และเห็น texture ของผนังได้ชัดเจนขึ้นค่ะ

Dean and DeLuca_Park Ventures Ecoplex (ภาพที่ 06)

 

แต่ในบางที แค่มีแสงธรรมชาติสวยๆ กับพร็อพนิดหน่อย ก็ช่วยให้สเปซสวยงามได้โดยแทบไม่ต้องทำอะไรค่ะ

Dean and DeLuca_Park Ventures Ecoplex (ภาพที่ 03)

  • ร้าน Dean & Deluca
  • ที่ตั้ง >>> อาคาร Park Ventures Ecoplex หัวมุมถนนวิทยุ ติดกับ BTS เพลินจิต
  • วันและเวลาเปิด-ปิด >>> เปิดทุกวัน 07.00 – 21.00
  • เว็บไซต์ >>> คลิกที่นี่
  • โทร >>> 02-108-2200

2. Rocket Coffeebar (Sukhumvit 49)

Rocket Coffeebar เป็นคาเฟ่สไตล์เรียบง่ายแบบนอร์ดิก (Nordic) บรรยากาศอบอุ่น ตกแต่งสบายๆ มีทั้งเครื่องดื่มและอาหารไว้คอยบริการ โดยทางร้านจะให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ และการเอาใจใส่เรื่องวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติตามคอนเซ็ปต์ Farm to Table สาขานี้เป็นสาขาที่ 3 โดยสาขาแรกตั้งอยู่ซอยสาทร 12 ตรงข้ามกับคอนโด The Address Sathorn และสาขาที่สองอยู่ที่ Siwilai ชั้น 5 Central Embassy ค่ะ และสาขานี้ตั้งอยู่ที่ พิมาน 49 เป็น Community mall ขนาดไม่ใหญ่อยู่ในซอยสุขุมวิท 49 นั่นเอง

การตกแต่งภายในของร้านเป็นบรรยากาศแบบเรียบง่าย เริ่มจากเคาท์เตอร์ครัวเปิดเป็นหินอ่อนสีขาว ด้านหน้าจะมีต้นไม้ประดับช่วยทำให้บรรยากาศบริเวณเคาท์เตอร์ครัวดูสบายๆมากขึ้น ชั้นวางของด้านหลังเคาท์เตอร์จะเป็นไม้ตัดกับผนังสีขาวที่ส่องไฟเน้นเครื่องดื่ม และที่โดดเด่นสะดุดตามากที่สุดคงจะเป็นด้านบนเคาท์เตอร์เปิดที่มีโคมไฟเก๋ๆ ไม่เหมือนใคร มีลูกเล่นที่เส้นสายของโคมไฟกับตัวหลอดไฟมากมาย ซึ่งเป็นโคมไฟที่มีความยาวตลอดแนวของเคาท์เตอร์ค่ะ เพิ่มจุดเด่นให้กับร้านอย่างมาก

Rocket Coffeebar (ภาพที่ 04)

 

ซูมให้ดูโคมไฟด้านหน้าเคาท์เตอร์ ตรงเพดานของร้านก็จะมีการดรอปฝ้า ซ่อนไฟ มีลูกเล่นในการเพิ่มแสงสว่างภายในร้านแบบ Indirect Light ซึ่งแบบนี้ก็จะมองไม่เห็นหลอดไฟภายหลังการติดตั้งค่ะ ปล่อยให้โคมไฟหน้าเคาท์เตอร์เด่นเป็นพระเอกของสเปซนี้ไป

Rocket Coffeebar (ภาพที่ 01)

 

นอกจากนี้แล้วผนังของร้านจะเป็น Double Volume ช่วยให้ร้านที่ขนาดเล็กๆดูโปร่งโล่งสบายมากขึ้น

Rocket Coffeebar (ภาพที่ 03)

 

ส่วนบรรยากาศที่นั่งภายในร้านจะเป็นโต๊ะเก้าอี้ไม้ค่ะ จะมีทั้งโต๊ะใหญ่นั่งรวมกัน และโต๊ะกับโซฟาด้านหลัง นอกจากนี้ยังสามารถขึ้นไปที่ชั้น 2 ที่นั่งส่วนใหญ่จะเป็นคู่ๆ ดูมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าค่ะ

Rocket Coffeebar (ภาพที่ 05)

ชั้นล่างจะมีบางส่วนที่ไม่ได้เป็น Double Volume เป็นผนังเรียบๆสีขาวเฉยๆ ก็เลยมีการเพิ่มไฟดาวน์ไลท์เพื่อเพิ่มแสงสว่างภายในร้านค่ะ นอกจากนี้บริเวณเสาก็เพิ่มลูกเล่นด้วยโคมไฟติดเสา เพื่อไม่ให้เสาสีขาวดูโล่งจนเกินไป แถมยังให้แสงสว่างส่องเป็นลูกเล่นตรงบริเวณเสาอีกด้วยค่ะ  

Rocket Coffeebar (ภาพที่ 02)

  • ร้าน  Rocket Coffeebar
  • ที่ตั้ง >>> โครงการพิมาน 49 ซอยสุขุมวิท 49
  • วันและเวลาเปิด-ปิด >>> เปิดทุกวัน 07.00 – 23.00
  • เว็บไซต์ >>> คลิกที่นี่
  • โทร >>> 02-662-6638

3. D’ARK 

D’ARK เป็นร้านที่ตั้งอยู่ใน Piman 49 เช่นเดียวกับ Rocket Coffebar ค่ะ ทางร้านมีทั้งกาแฟ ขนมหวาน และอาหารคาว อยากบอกว่า คอกาแฟต้องไม่พลาดร้านนี้ เพราะทางร้านเอากาแฟเมล็ดพันธุ์ต่างๆจากหลากหลายมาให้เลือกชิมกันด้วยค่ะ บรรยากาศด้านในร้านนั้นตกแต่งโดยเน้นโทนสีขาวและไม้ดูสะอาดตาค่ะ

D'ARK - Piman 49 (ภาพที่ 05)

 

เข้ามาภายในร้านชั้นล่างจะเจอกับโต๊ะกลางขนาดใหญ่สีขาว และโคมไฟเล็กๆหลายๆอันห้อยลงมาเล่นระดับจากเพดานที่เป็น Double Volume เรียกว่าตรงนี้เป็นจุดเด่นของร้านเลยค่ะ  จะเห็นว่าถ้าในสเปซของเรามีแสงธรรมชาติเข้ามาพอเพียงแล้ว  การให้ไฟเฉพาะจุดในบริเวณที่ใช้งานก็ทำให้มีลูกเล่นและบรรยากาศที่น่าสนใจมากกว่าจะเป็นไฟโคมใหญ่ๆเพียงอันเดียว

D'ARK - Piman 49 (ภาพที่ 10)

 

มีที่นั่งชั้นบน มองลงมาเห็นโคมไฟตรงกลางสวยงาม เหมาะกับการถ่ายรูปมากค่ะ

D'ARK - Piman 49 (ภาพที่ 08)

 

ขึ้นมาที่ชั้นบนโทนสีขาวกับลายไม้ค่ะ มีงานระบบโผล่มาแต่ก็เก็บงานเรียบร้อบสวยงาม  การเดินท่อเปลือยในงานตกแต่งที่ดูสะอาดตาขนาดนี้  การเก็บความเรียบร้อยของท้อลมแอร์นั้นสำคัญมากจริงๆ

D'ARK - Piman 49 (ภาพที่ 06)

 

มีงานผลงานศิลปะน่ารักๆไว้ตามมุม ใช้ไฟส่องเฉพาะจุดเพิ่มความเด่นให้กับงานศิลปะค่ะ  การใช้ไฟเฉพาะจุดส่องอัดกำแพงแบบนี้  แสงจะช่วยให้ดึงดูดสายตาในการมองได้เด่นขึ้น  รวมถึงวัตถุที่ถูกไฟส่องก็จะเด่นขึ้นเช่นกันค่ะ

D'ARK - Piman 49 (ภาพที่ 03)

 

ชั้นไม้วางพวกแก้วกาแฟและหนังสือก็มีลูกเล่นซ่อนไฟ เพื่อให้ชั้นดูเด่นขึ้นค่ะ  การอัดไฟซ่อนเข้าไปแบบนี้ช่วยให้ตู้เฟอร์นิเจอร์ธรรมดาๆ ดูน่าสนใจขึ้นมาทันที

D'ARK - Piman 49 (ภาพที่ 11)

 

ให้ดูดีเทลในการซ่อนไฟ LED เอาไว้ด้านใต้

D'ARK - Piman 49 (ภาพที่ 09)

 

ไฟ LED Strip ไม่ได้มีแค่สีเหลืองนะคะ  ไฟนั้นจะมีให้เลือกหลายสี แล้วแต่ลูกเล่นที่จะดีไซน์ออกมา  หรือจะเอาไปใช้กับป้ายไฟต่างๆก็ได้ค่ะ

LED Strip
photo © http://www.lck-led.com/

LED Strips
photo © http://ww1.prweb.com/

 

ตัวอย่างเพิ่มเติมของการใช้ LED Strip มาสร้างสีสันให้สเปซค่ะ

Philips (ภาพที่6)

  • ร้าน  D’ARK
  • ที่ตั้ง >>> โครงการพิมาน 49 ซอยสุขุมวิท 49
  • วันและเวลาเปิด-ปิด >>> เปิดทุกวัน 08.00 – 21.00
  • เว็บไซต์ >>> คลิกที่นี่
  • โทร >>> 02-662-7900

4. Casa Lapin x Ari

พามาที่ร้านกาแฟใต้คอนโดกันบ้าง หลายคนอาจจะรู้จักร้านกาแฟชื่อ Casa Lapin กันมาบ้าง เพราะมีสาขาทั้งที่สุขุมวิท 49, สุขุมวิท 26 รวมไปถึงร้านที่เราเก็บภาพบรรยากาศมาให้ชมกันนี้คือ Casa Lapin x Ari ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าอยู่ย่านอารีย์ ย่านที่มีร้านสวยๆเกิดมาขึ้นค่อนข้างเยอะในช่วงปีนี้ค่ะ ร้านนี้ตั้งอยู่ใต้คอนโด Noble Reform หัวมุมซอยอารีย์ติดกับถนนพหลโยธินค่ะ สามารถเดินมาจาก BTS อารีย์ได้สบายๆ

Casa Lapin Aree (ภาพที่ 17)

 

ป้ายชื่อร้านใช้หลอดไฟดัดเป็นตัวอักษรตัดกับบรรยากาศหน้าร้านที่มืด ช่วยให้ชื่อร้านดูโดดเด่นขึ้นมาค่ะ ส่วนเพดานก็แอบมีซ่อนไฟไว้เพิ่มลูกเล่นให้หน้าร้านด้วย

Casa Lapin Aree (ภาพที่ 16)

 

เข้ามาด้านในสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคงจะเป็นโคมไฟบนโต๊ะกลาง ส่องลงมาเจอกับแจกันดอกไม้ประดับโต๊ะกลาง สวยงามค่ะ  จะเห็นว่ารูปทรงของโคมไฟกับพร็อพดอกไม้ที่ตกแต่งบนโต๊ะนั้นเป็นทรงปิรามิดฐานสี่เหลี่ยมเหมือนกัน

Casa Lapin Aree (ภาพที่ 05)

 

มุม Coffee bar ที่มีไว้ให้ลูกค้าได้พูดคุยกับเหล่าบาริสต้า

Casa Lapin Aree (ภาพที่ 14)

 

มุมนั่งเล่น มีทั้งแบบโซฟาที่นั่งคู่ และโซฟาติดผนังค่ะ การตกแต่งภายในร้านจะออกแนว Loft ส่วนผนังร้านจะลายอิฐที่มีคำคมภาษาอังกฤษเก๋ๆ ติดอยู่ ด้านบนโคมไฟห้อยลงมาจากผนังเปลือยเป็นจุดๆตามตำแหน่งที่นั่งค่ะ  การตกแต่งแบบ Industrial Loft นี้ก็ควรเลือกโคมไฟที่ทำจากโลหะก็จะดูเข้ากันดีค่ะ

Casa Lapin Aree (ภาพที่ 12)

 

มุมนั่งเล่น hangout สบายๆกับเพื่อน หรือจะนั่งทำงานได้นะคะ

Casa Lapin Aree (ภาพที่ 03)

 

โคมไฟกลางนั้นโดดเด่นเอามากๆ

Casa Lapin Aree (ภาพที่ 02)

 

มุมโต๊ะและเก้าอี้บาร์ จะใช้โคมส่องลงมาเฉพาะจุด  ซึ่งแบบนี้จะทำให้รัศมีของไฟตกอยู่เฉพาะบนโต๊ะเท่านั้น  ถ้าแขวนสูงกว่านี้รัศมีของไฟก็จะกว้างขึ้นค่ะ

Casa Lapin Aree (ภาพที่ 06)

 

มีโคมไฟสีทองแดงคลาสสิคประดับไว้ ช่วยให้ Space ดูน่านั่งมากยิ่งขึ้น

Casa Lapin Aree (ภาพที่ 11)

 

โต๊ะริมหน้าต่าง ก็มีไฟเอาไว้เฉพาะตอนเย็นหรือตอนกลางคืนแค่นั้นพอค่ะ

Casa Lapin Aree (ภาพที่ 07)

 

ตรงที่ก็มีโคมไฟห้อยลงมาช่วยเพิ่มความเก๋ไก๋ให้กับ Space มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเวลาที่เราไปรีวิวยังเช้าอยู่ ไฟตรงนี้ก็เลยปิดไว้ค่ะ เน้นแสงธรรมชาติจากด้านนอกเข้ามาภายในร้าน ตัวโคมไฟเองก็กลายเป็นของตกแต่งร้านไปในตัวด้วย

Casa Lapin Aree (ภาพที่ 10)

  • ร้าน Casa Lapin x Ari
  • ที่ตั้ง >>> ใต้คอนโด Noble Reform ซอยพหลโยธิน 7 (ซอยอารีย์)
  • วันและเวลาเปิด-ปิด >>> เปิดทุกวัน 08.30 – 22.00
  • เว็บไซต์ >>> คลิกที่นี่
  • โทร >>> 02-116-3308

5. Everyday Karmakamet

Everyday Karmakamet เป็นคาเฟ่ที่แตกออกมาจากแบรนด์หลักคือ Karmakamet วันนี้เราจะพามาชมร้าน Everyday Karmakamet ที่ตั้งอยู่ในย่านออฟฟิศอย่างสีลมกันค่ะ ซึ่งที่ตั้งของร้านนั้นซ่อนตัวอยู่ชั้นล่างด้านข้างของอาคารญาดา ซึ่งติดกับ BTS ศาลาแดงเลยค่ะ  แต่เนื่องจากร้านไม่ได้อยู่ติดกับถนนใหญ่ ทำให้บรรยากาศบริเวณรอบๆร้านจะดูเงียบสงบท่ามกลางความเร่งรีบของย่านสีลม

มองเข้าไปจากหน้าร้าน  จะเห็นว่าร้านใช้สี Dark Blue โดยมีไฟสีส้มและสีเหลืองด้านใน  ซึ่งการใช้สีน้ำเงินและสีเหลือง(อมส้ม)นั้นเป็นเป็นการเลือกใช้คู่สีตรงข้ามตามทฤษฎีสีค่ะ  จะเห็นว่า “สีคู่ตรงข้าม” นั้น บางทีเราใช้ “แสง” มาแทนก็ได้

Everyday Karmakamet (ภาพที่ 01)

 

เข้ามาดูบรรยากาศภายในร้านกันค่ะ เจอโต๊ะกลางที่มีโคมไฟห้อยลงมาจากผนังส่องเครื่องเขียนที่ทางร้านตั้งไว้ให้ลูกค้าสามารถขีดเขียน วาดลวยลายลงบนกระดาษขนาดโปสการ์ดได้ จะแปะไว้ที่ร้านหรือเอากลับบ้านก็ได้นะคะ บรรยากาศภายในร้านจะดูอบอุ่นเป็นกันเอง มีที่นั่งไว้ให้บริการไม่มาก

Everyday Karmakamet (ภาพที่ 21)

 

 

 

Everyday Karmakamet (ภาพที่ 14)

 

มุมเคาท์เตอร์สั่งกาแฟและขนมก็จะเน้นโทนสีขาว ตัดกับเมนูร้านสีดำ รวมไปถึงโคมไฟที่ส่องมายังเคาท์เตอร์

Everyday Karmakamet (ภาพที่ 15)_1

 

นอกจากจะเป็นคาเฟ่ที่ขายเครื่องดื่มและขนมแล้ว ด้านในยังเป็นพื้นที่ขายสินค้าจากนักออกแบบรุ่นใหม่ ในราคาที่สามารถจับต้องได้และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ค่ะ  ด้านในจะเห็นว่าร้านนี้เลือกใช้โคมหลายรูปแบบมาก

Everyday Karmakamet (ภาพที่ 08)

 

มุมโปสการ์ด ใช้โคมไฟตั้งโต๊ะส่องสร้างบรรยากาศค่ะ

Everyday Karmakamet (ภาพที่ 07)

Everyday Karmakamet (ภาพที่ 16)

 

ไฟนีออนติดเพดาน รวมกับโคมไฟตั้งโต๊ะ ช่วยให้สิ่งของที่อยู่ใน Space นั้นเด่นขึ้นมา

Everyday Karmakamet (ภาพที่ 13)

 

 

ในส่วนที่ต้องการให้เห็นสีของผลิตภัณฑ์ชัดเจนและถูกต้อง ก็ใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ธรรมดานี่แหละค่ะ  แล้วพื้นที่โซนอื่นที่จะสร้างบรรยากาศอบอุ่นก็ค่อยใช้ไฟเหลืองอัดเข้าไป

Everyday Karmakamet (ภาพที่ 06)

 

 

วัตถุแก้วใสแวววาว เวลาเอาไฟส่องเข้าไปปุ๊ป จะดูดีขึ้นมากว่าเดิมอีกเยอะเลยค่ะ

Everyday Karmakamet (ภาพที่ 09)

 

ชั้นวางของก็มีซ่อนไว้เอาไว้เพิ่มความโดดเด่นให้กับตัวสินค้ามากขึ้น  เป็นการเพิ่มลูกเล่นให้มากกว่าที่จะเป็นชั้นวางของธรรมดาๆ

Everyday Karmakamet (ภาพที่ 10)

 

 

สำหรับการดิสเพลสินค้านั้น  ก็อย่าคิดแค่ว่าจะส่องไฟลงมาที่ตัวสินค้าอย่างไร  เพราะบางทีส่องขึ้นไปจากด้านล่างก็น่าสนใจดีค่ะ

Everyday Karmakamet (ภาพที่ 11)

 

โคมไฟแบบคลาสสิค  กับแสงไฟช่วยเน้นแพทเทิร์นผนังลายอิฐให้ดูโดนเด่นยิ่งขึ้นค่ะ

Everyday Karmakamet (ภาพที่ 18)

Everyday Karmakamet (ภาพที่ 19)

 

 

ร้านนี้ก็จะเด่นในเรื่องการให้ไฟโดยใช้โคมตกแต่ง (Pendant) และการใช้โคมไฟตั้งโต๊ะ (Table Lamp)  เพื่อสร้างบรรยากาศสบายๆ ให้ได้อารมณ์เหมือนอยู่บ้านค่ะ

Philips (ภาพที่2)

Philips (ภาพที่8)

  • ร้าน Everyday Karmakamet
  • ที่ตั้ง >>> ชั้น G อาคารญาดา ถนนสีลม ใกล้ BTS ศาลาแเดง
  • วันและเวลาเปิด-ปิด >>> เปิดทุกวัน 08.00 – 22.00
  • เว็บไซต์ >>> คลิกที่นี่, เฟสบุค
  • โทร >>> 02-237-1148

6. Chu Chocolate Bar & Cafe

Chu Chocolate Bar & Cafe ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ของ Exchange Tower ติดทางเชื่อมไป BTS อโศกค่ะ เมนูภายในร้านนั้นจะมีทั้งเมนูขนมและช็อกโกแลตที่โดดเด่นตามชื่อร้านแล้วยังมีเมนูอาหารจานหลักซึ่งเป็นพวกอาหารฝรั่งโฮมเมดไว้บริการอีกด้วย 

ภายในร้านจะตกแต่งด้วยโทนสีดำ และสีเทาดำเป็นหลัก ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีครีมน้ำตาล  และใช้ไฟสีต่างๆเป็นลูกเล่นตกแต่งสเปซให้ดูสนุกสนานขึ้นค่ะ

Chu (ภาพที่ 01)

 

เข้ามาดูบรรยากาศด้านในของร้านกันเลยค่ะ มีเคาท์เตอร์เปิดอยู่ตรงทางเข้าร้าน  ไฟสีแดงและสีเหลืองช่วยทำให้สเปซดุสนุกสนานมากขึ้น

Chu Chocolate Bar & Cafe (ภาพที่ 01)

 

ด้านหน้าเคาท์เตอร์ มีเมนูอาหารให้เลือกมากมาย ตรงหน้าเคาท์เตอร์มีไฟส่องมาเป็นจุดตรงเมนูเพื่อช่วยให้เห็นเมนูชัดมากขึ้นค่ะ

Chu Chocolate Bar & Cafe (ภาพที่ 21)

 

มุุมนั่งชิล ด้วยโซฟาสีแดงตัดกับพื้นปูนเปลือย ด้านกันเป็นโต๊ะบาร์นั่งมองออกไปด้านนอก ตกแต่งด้านบนด้วยโคมไฟกลม ช่วยเพิ่มแสงสว่างและความสวยงามและบรรยากาศที่ดีให้กับมุมนี้ค่ะ

Chu Chocolate Bar & Cafe (ภาพที่ 15)

 

ส่วนด้านหน้าเคาท์เตอร์นอกจากไฟส่องเมนูแล้ว ยังมีโคมไฟสีดำช่วยเพิ่มแสงสว่างตรงทางเดินด้วย

Chu Chocolate Bar & Cafe (ภาพที่ 18)

 

มุมที่นั่งโดยรวมของร้านค่ะ มีทั้งโต๊ะที่เป็นแบบโต๊ะทานข้าว และมุมโซฟานั่งชิลล์ จะเห็นว่าลักษณะการจัดไฟนั้นจะไม่ได้เน้นให้สว่างเท่ากันหมด  แต่จะลงเป็นจุดๆ  ที่เหลือก็ปล่อยให้สเปซมืดๆไป ดูน่าสนใจไปอีกแบบ

Chu Chocolate Bar & Cafe (ภาพที่ 08)

 

ด้านข้างมีโคมไฟกลมเล่นระดับ ช่วยเพิ่มสีสันให้ Space ได้ดีทีเดียว

Chu Chocolate Bar & Cafe (ภาพที่ 12)

 

โต๊ะบาร์อีกมุมค่ะ ด้านนี้โคมไฟจะแตกต่างจากโต๊ะบาร์ด้านหน้า ด้านข้างจะเป็นชั้นวางของประดับตกแต่งร้าน(และขาย)  โดยสเปซด้านหน้าชั้นวางของนั้นจะค่อนข้างมืด  แต่ที่ชั้นวางของจะมีไฟส่องสว่าง  ทำให้เห็นความต่างของน้ำหนักของแสงใน 2 บริเวณชัดเจนมาก  ซึ่งทำให้ชั้นวาางของเด่นขึ้นด้วย

Chu Chocolate Bar & Cafe (ภาพที่ 03)

 

ภายในร้านจะตกแต่งด้วยโคมไฟหลากหลายแบบ เนื่องจาก Space ที่นั่งภายในร้านมีค่อนข้างเยอะ โคมไฟจะช่วยให้แต่ละมุมให้บรรยากาศที่ต่างกัน

Chu Chocolate Bar & Cafe (ภาพที่ 11)

 

มุมโซฟาสีดำ กลมกลืนกับผนังสีดำ และโคมไฟสีดำ ตัดกับไฟข้างๆที่ใช้หลอดไฟสีแดงดัดเป็นตัวอักษรค่ะ

Chu Chocolate Bar & Cafe (ภาพที่ 06)

 

 

ตัวอย่างของไฟ Track Light ที่ใช้ส่องป้ายค่ะ  ไฟลักษณะนี้จะมีทั้งรูปแบบดวงเดี่ยวหรือเป็นรางสำเร็จรูป  ใช้ส่องเฉพาะจุดได้ที่ต้องการเน้นได้ค่ะ  ถ้าอยากให้ไฟซอฟลงไม่แข็งมาก  ก็ต้องปรับระยะระหว่างดวงไฟกับวัตถุที่ส่องไฟให้ห่างมากขึ้น  แต่ถ้าอยากให้ไฟส่องเน้นตรงวัตถุเป็นดวงชัดๆ  ก็ปรับระยะให้ใกล้ขึ้นค่ะ

Philips (ภาพที่1)
Track Light

Philips (ภาพที่4)
Track Light

  • ร้าน Chu Chocolate bar & Cafe
  • ที่ตั้ง >>>  ชั้น 2 Exchange Tower ติดทางเชื่อมไป BTS อโศก
  • วันและเวลาเปิด-ปิด >>> จ.-ศ. 07.30 – 21.00, ส.-อา. 8.00-20.00
  • เว็บไซต์ >>> คลิกที่นี่
  • โทร >>> 02-663-4554

7. Tiny Cup

มาดูบรรยากาศร้านคาเฟ่เล็กๆที่ตั้งอยู่ในย่านชิคๆอีกย่านนั้นก็คือ ทองหล่อค่ะ ร้าน Tiny Cup ตั้งอยู่ทองหล่อ 23 ก่อนถึงโรงพยาบาลคามิลเลียนค่ะ เป็นร้านเล็กๆ บรรยากาศอบอุ่นในสไตล์ New Orleans ที่มีแรงบันดาลใจมาจากเมืองเก่า

Tiny Cup ทองหล่อ (ภาพที่ 03)

 

มีที่นั่งให้เลือกหลากหลายมุม ด้านข้างมีชั้นวางของตกแต่งร้านด้วยแก้วชาของสะสม ซ่อนไฟด้านหลังด้วยให้ชั้นและแก้วชาดูโดดเด่นขึ้น ในขณะนี้บรรยากาศภายในร้านจะดูสบายๆเหมือนอยู่บ้านค่ะ  ภายในร้านตกแต่งโดยใช้ไฟสีชมพู ส้ม และเหลือง ทำให้สเปซดูน่าสนใจ

Tiny Cup ทองหล่อ (ภาพที่ 02)

 

บรรยากาศเน้นไปที่โทนสีไม้ มีชั้นลอยด้านบนมองไปเห็นโคมไฟแชนเดอเลียเก๋ๆ ประดับอยู่  การจัดไฟในร้านจะเน้นตรงส่วนผนังที่โชว์ของรอบๆทั้งหมด  แต่ปล่อยให้สเปซส่วนโซฟาและโต๊ะเก้าอี้นั้นมืด อยู่ในมุมสงบ  ซึ่งก็แปลกตาดีค่ะ

Tiny Cup ทองหล่อ (ภาพที่ 01)

 

มุมโต๊ะยาวนั่งทำงานค่ะ ก็ยังคงใช้โคมไฟแชนเดอเลียประดับตรง Space ที่เด่นๆ

Tiny Cup ทองหล่อ (ภาพที่ 05)

 

ด้านข้างตกแต่งด้วยกรอบรูปไม้ ใช้แสงไฟส่องเน้นไปภาพ  บรรยากาศแบบนี้ชวนง่วงดีจริงๆ

Tiny Cup ทองหล่อ (ภาพที่ 04)

 

 

การใช้ไฟส่องเฉพาะจุดแบบในร้านนี้ก็จะใช้ไฟ Spotlight ส่องอัดเข้ายังจุดที่ต้องการเลย  และใช้การให้แสงด้วยโคมไฟตกแต่ง (Pendant) เข้ามาช่วยสร้างบรรยากาศ  ที่เหลือก็ปล่อยให้มืดไปค่ะ

Philips (ภาพที่7)
Spotlight
  • ร้าน Tiny Cup
  • ที่ตั้ง >>>  ซอยทองหล่อ 23 ถนนสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ)
  • วันและเวลาเปิด-ปิด >>> เปิดทุกวัน 07.00-19.00
  • เว็บไซต์ >>> คลิกที่นี่
  • โทร >>> 02-712-5112

ดูไอเดียการตกแต่งไฟของร้านกาแฟชิคๆ กันเต็มอิ่มไป 7 ร้านแล้ว  ก็หวังว่าเพื่อนๆคงพอจะมีภาพไอเดียคร่าวๆในใจเกี่ยวกับการจัดไฟในบ้านและคอนโดกันบ้างนะคะ  ถ้าดูรูปมาทั้งหมดเราจะสังเกตเห็นว่าลักษณะการเลือกโคมนั้นจะสัมพันธ์กับดีไซน์ของสเปซรวมถึงวัสดุต่างๆที่นำมาตกแต่ง  ซึ่งถ้าเราเลือกซื้อโคมที่ถูกใจมาได้แล้วก็อย่าลืมดูในเรื่องของลักษณะของหลอดไฟที่เอามาใช้ด้วยนะคะ  เพราะหลอดไฟแต่ละรูปทรงก็จะมีดีไซน์และลักษณะการให้แสงแตกต่างกัน  หลอดแต่ละประเภทก็ให้อุณหภูมิสีที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ว่าใส่อะไรก็จะสวยเหมือนกัน

 

เวลาเลือกซื้อก็ดูข้อมูล ขนาดความแรงของไฟ และอุณหภูมิสีได้จากข้างกล่องค่ะ

หลอดไฟประเภทต่างๆ(ภาพที่004)

 

ปัจจุบันหลอดแทบทุกยี่ห้อก็จะมีระบุอุณหภูมิสีเอาไว้ให้เกือบหมด  ไฟ Day Light ที่เป็นแสงขาว สีไม่เพี้ยนก็มักจะอยู่ที่อุณหภูมิสี 6500K  ส่วนถ้าไฟเหลืองก็จะอยู่ที่ประมาณ 2700K ค่ะ  ถ้าตัวเลขยิ่งต่ำก็จะยิ่งสีส้มเข้มขึ้น

หลอดไฟประเภทต่างๆ(ภาพที่003-2)

 

สำหรับเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้น ก็นิยมเปลี่ยนจากไฟหลอดไส้ธรรมดาหรือหลอดตะเกียบมาเป็นหลอดไฟ LED กันเยอะ  ซึ่งก็เนื่องมาจากหลายเหตุผลด้วยกัน  โดยเฉพาะร้านอาหารและร้านกาแฟนั้น  เป็นร้านที่มีการเปิดไฟอยู่แทบจะตลอดเวลาแม้ตอนนั้นจะยังไม่มีคนเข้าร้านก็ตาม  ซึ่งไฟ LED จะช่วยให้ประหยัดไฟได้มากกว่า  และราคาก็ไม่ได้แพงมากเหมือนแต่ก่อน  มีการคำนวนว่าถ้าเปลี่ยนเป็นไฟ LED หมด  ก็จะคืนทุนจากส่วนต่างค่าไฟในเวลาประมาณ 2 ปี  อายุการใช้งานที่เหลือก็ถือเป็นกำไรไปค่ะ

นอกจากนี้ไฟ LED ปกติแล้วก็ยังมีอายุการใช้งานนานกว่าหลอดตะเกียบธรรมดาประมาณ  1 เท่า  และยังให้แสงที่นุ่มนวลกว่าและร้อนน้อยกว่ามากด้วย   ส่วนเรื่องการเลือกยี่ห้อก็แล้วแต่ชอบค่ะ  ในตลาดปัจจุบันมีหลอดไฟมากมายหลายเจ้า  ยังไงก็อย่าลืมเลือกที่น่าเชื่อถือเพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพ และเรื่องการรับประกันว่า จะไม่หนีหรือปิดกิจการไปไหน

 

หลอดไฟประเภทต่างๆ(ภาพที่037)

(หลอดคอมแพคท์ฟลูออเรสเซนต์ ขั้วเกลียว)
(หลอดฟลูออเรสเซนต์ แบบหลอดยาว)

เราส่งท้ายบทความเรื่องการจัดและตกแต่งไฟของร้านกาแฟกันเอาไว้เท่านี้นะคะ  ใครอยากได้ไอเดียการตกแต่งบ้านและคอนโดในเรื่องอะไรก็ขอกันมาได้เลยค่ะ  เดี๋ยวอยู่สบายจะจัดให้  ^^

ถ้าข้อมูลเป็นประโยชน์ ช่วยกด Like กด Share ให้ทีมงานด้วยนะคะ ^_____^

ถ้าเห็นว่าไอเดียของเรามีประโยชน์ และเป็นที่ถูกใจชาวอยู่สบาย ช่วย กด LIKE ด้านล่าง สำหรับให้กำลังใจทีมงานด้วยนะคะ ขอบคุณครับ
...

Leave a Reply

Your email address will not be published.

ALL COMMENT (0)