แสนสิริวางเป้าแผนธุรกิจ ปี 60 ตั้งเป้ายอดขาย 36,000 ล้าน โดยยังเน้นจับตลาดกลางและบน พร้อมเพิ่มยอดขายต่างชาติ

· 1 min read

แสนสิริเผยแผนธุรกิจปี 2560 เปิดตัวโครงการใหม่ 19 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 41,200 ล้านบาท บุกต่อตลาดต่างประเทศ โดยตั้งเป้ายอดขายตลาดต่างชาติ 7,500 ล้านบาท  พร้อมเตรียมเปิดตัวโครงการ “98 Wireless” (ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส)  มูลค่าโครงการรวมกว่า 8,700 ล้านบาท อย่างเป็นทางการ มี.ค.นี้  และเตรียมนำบ้านเดี่ยว “บ้านแสนสิริ” กลับมาพัฒนาอีกครั้ง  พร้อมเข้าสู่ “Digital Transformation” ตั้งเป้ายอดขายปี 60 ประมาณ 36,000 ล้านบาท และวางเป้ารายได้ประมาณ 34,000 ล้านบาท ขณะที่สรุปผลการดำเนินงานปี 2559 บริษัทมียอดขายกว่า 31,100 ล้านบาท โดยสร้างยอดขายต่างชาติทะลุเกินเป้าที่วางไว้ได้ถึง 5,400 ล้านบาท คาดการณ์รายได้พุ่ง 34,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขายรวมจากการที่บริษัทเริ่มบุ๊ครายได้จากการบริหารโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนกับบีทีเอสรวมกับรายได้อื่นๆ

 แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 11)

 

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท แสนสิริ  จำกัด (มหาชน) หรือ  SIRI  เปิดเผยถึงผลการดำเนินธุรกิจปี 2559 บริษัทมียอดขาย (Pre-sale) ประมาณ 31,100 ล้านบาท  เติบโตประมาณ 9% จากปีก่อน (2558) ที่มียอดขาย 28,512 ล้านบาท  และยังมีความร่วมมือกับ  BTS Group (BTS) ในระยะยาว 5 ปี  ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้น 50 : 50 จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 25 โครงการ มูลค่าโครงการรวมตามแผนประมาณ 1 แสนล้านบาท  ล่าสุดทั้งสองบริษัทพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมร่วมกันไปแล้วจำนวนรวมทั้งสิ้น 8 โครงการ มูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขาย 70% รวมมูลค่า 21,000 ล้านบาท จากจำนวนรวมทั้งสิ้น 4,382 ยูนิต  โดย 4 โครงการที่เปิดตัวในปีนี้มียอดขายรวมกันแล้วกว่า 7,500 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในแบรนด์ Sansiri และ BTS  รวมทั้งดีมานด์ความต้องการคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้าที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่องทั้งจากลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 12)

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 19)

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 20)

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 21)

 

นอกจากนี้บริษัทยังประสบความสำเร็จจากตลาดต่างชาติ โดยสามารถปิดยอดขายตลาดต่างชาติในปี 59 ไปได้ถึง 5,400 ล้านบาท เกินจากเป้ายอดขายที่วางไว้ 5,000 ล้านบาท และเติบโตขึ้นถึง 55% จากปี 2558 ที่มียอดขายตลาดต่างชาติ 3,500 ล้านบาท สำหรับโครงการที่ขายดีสำหรับต่างชาติ คือ The Line อโศก-รัชดา จากการไปโรดโชว์ที่ประเทศ ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน และจีน โกยยอดขายได้ประมาณ 1,300 ล้านบาท นับว่าเป็นมูลค่าสูงที่สุดที่แสนสิริเคยทำได้จากการสร้างยอดขายตลาดต่างชาติในขณะนี้

 

สำหรับปัจจัยที่ทำให้กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติซื้อโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริ คือ ความเชื่อมั่นและไว้วางใจในแบรนด์แสนสิริ  รวมถึงความสำเร็จจากการวางกลยุทธ์การตลาด  โดยการทำ Collaboration กับแบรนด์ระดับโลก เพื่อยกระดับแบรนด์แสนสิริให้เข้าสู่ระดับ International มากยิ่งขึ้น อาทิ การจับมือ YOO Design Studio บริษัทดีไซน์ระดับโลก และ Philippe Starck พัฒนาโครงการ KHUN by YOO inspired by Starck  (คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค) ซึ่งเป็นโครงการ Branded Condominium มูลค่า 4,000 ล้านบาท เป็นต้น

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 13)

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 15)

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 16)

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 17)

 

ขณะที่ในตลาดต่างจังหวัดและทำเลที่อยู่อาศัยรอบนอกกรุงเทพฯ บริษัทได้รับการตอบรับที่ดีในที่อยู่อาศัย Affordable Condominium หรือคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ราคา 1 – 3 ล้านบาท อาทิ D Condo รังสิต ซึ่งปิดการขาย 100%, D Condo อ่อนนุช – พระราม 9 ซึ่งมียอดขายแล้วถึง 85% และ D Condo Nim เชียงใหม่ ซึ่งมียอดขายแล้วถึง 70% นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมาบริษัทยังประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับที่ดีในที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวระดับบน หรือระดับราคาประมาณ 8 – 20 ล้านบาท อาทิ โครงการ เศรษฐสิริ จรัญฯ – ปิ่นเกล้า ซึ่งมียอดขายแล้วถึง 70%

 

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 28)

“สำหรับแผนธุรกิจในปี 2560 บริษัทได้วางแผนการดำเนินธุรกิจ ด้วยการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อตอบรับความต้องการที่อยู่อาศัยของกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 19 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 41,200 ล้านบาท ได้แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 8 โครงการ, บ้านเดี่ยว 9 โครงการ และทาวน์เฮาส์ 2 โครงการ โดยจะอยู่ใน Segment medium–end และ hi–end เป็นส่วนใหญ่ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายรวมสำหรับปี 2560 ไว้ประมาณ 36,000 ล้านบาท รวมทั้งประมาณการณ์รายรวมได้ไว้ที่ 34,000 ล้านบาท” นายเศรษฐา กล่าว

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 29)

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 30)

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 31)

 

สำหรับในภาพรวมของตลาดอสังหาฯ  เชื่อว่าจะเป็นปีที่ตลาดไม่ได้เติบโตมากนัก   โดยจะเป็นการแข่งขันของผู้ประกอบการรายใหญ่มากขึ้น  เชื่อว่าภาพรวมของตลาดจะโตประมาณไม่เกิน 5%  สำหรับตลาดล่างนั้นยังมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงอยู่  เนื่องมาจากหนี้ครัวเรือน   ทั้งนี้ยังมองปัจจัยการลงทุนจากภาครัฐว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน  ระบบรถไฟ  และเชื่อว่ารัฐบาลน่าจะมีมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นออกมาอีก  

 

แนวทางการพัฒนาโครงการในปี 2560 บริษัทจะต่อยอดความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา ได้แก่

1.สานต่อความสำเร็จภายใต้บริษัทร่วมทุนกับ BTS  ด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่อีกจำนวน 4 โครงการ มูลค่ากว่า 12,000  ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ “The Monument” และ “The Base” เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทยังทยอยโอน The Line สุขุมวิท 71  ที่แล้วเสร็จ 100% เป็นโครงการแรก  รวมถึงร The Line จตุจักร หมอชิต ซึ่งจะแล้วเสร็จเป็นโครงการต่อไปในช่วงปลายปี 2560 

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 32)

 

2.จะมีการเปิดตัวโครงการระดับ Hi-end ในสัดส่วนที่มากขึ้น โดยไฮไลท์ที่สำคัญสำหรับปีนี้ คือ การเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวระดับบน segment ราคาสูงที่สุดของแสนสิริ ภายใต้แบรนด์ “บ้านแสนสิริ” ที่จะนำกลับมาพัฒนาอีกครั้ง หลังประสบความสำเร็จจากการพัฒนาโครงการ “บ้านแสนสิริ สุขุมวิท 67” ในปี 2549 รวมถึงการพัฒนาคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยมของกลุ่มลูกค้าระดับบน โดยเตรียมเปิดตัวโครงการ 98 Wireless” (ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส) บนถนนวิทยุ มูลค่าโครงการรวมกว่า 8,700 ล้านบาทอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม

 3.รุกทำการตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ายอดขายตลาดต่างชาติในปีนี้ไว้ถึง 7,500 ล้านบาท คาดเติบโตจากปีที่ผ่านมาถึงเกือบ 40% ซึ่งการตั้งเป้าหมายในปีนี้ ยังส่งผลให้แสนสิรินับเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดของตลาดต่างชาติสูงสุดจากการเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยบริษัทเดียวที่เปิดการขายโครงการในต่างประเทศพร้อมกันในหลายประเทศ (Global Launch) และจัดกิจกรรมหลังการขายกับลูกค้าต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 32)

 

4. เตรียมปฏิวัติวงการอสังหาฯ สู่ “Digital Transformation ไฮไลท์สำคัญของแสนสิริในปีนี้ ในการก้าวทันยุคดิจิตอล ที่จะยกระดับสู่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำด้านเทคโนโลยีที่คลอบคลุมอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยขั้นตอนแรกที่จะได้เห็นในปีนี้ คือการจัดตั้งส่วนงานใหม่ที่เรียกว่า Data Analytics and Business Intelligence ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่ในการวางโรดแมพของ enterprise data ใหม่ทั้งหมดและเป็นทีมหลักในการผลักดันให้แสนสิริปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ data analytics capabilities ซึ่งในส่วนของการจัดตั้งส่วนงานขึ้นมาใหม่นี้ นับเป็นการลงทุนทางทรัพยากรบุคคลเพื่อเฟ้นหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้านมาทำงานร่วมกับหน่วยงานภายในเดิมที่มีความรู้ลึกเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาฯ และกระบวนการต่างๆ เป็นอย่างดีเพื่อสร้างทีมที่มีความเหมาะสม โดยการใช้ข้อมูลในการวางแผนทางธุรกิจ ซึ่งจะทำให้เกิดความมีประสิทธิภาพในการทำงานและสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจได้ นับเป็นการ ต่อยอดจากนโยบาย EFG หรือ Engineering for Growth ที่แสนสิริทำต่อเนื่องตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 34)

5. การสร้าง Innovation and digital ecosystem โดยการจัดตั้งบริษัทลูกในลักษณะของ Venture Capital ขึ้นเพื่อมองหาโอกาสในการลงทุนธุรกิจประเภท “Property Tech” ที่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทแสนสิริ และจะมีส่วนช่วยผลักดันธุรกิจหลักของแสนสิริให้มีประสิทธิภาพและมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น รวมถึงมองหาโอกาสและ Innovation ทางธุรกิจและกระบวนการธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง โดยคาดว่าธุรกิจใหม่นี้จะเป็นช่องทางรายได้ใหม่ของ แสนสิริได้ในอนาคต โดยมีแผนจะเปิดตัวบริษัทร่วมทุนและให้ข้อมูลโดยละเอียดอีกครั้งในการแถลงข่าววันที่ 25 มกราคมนี้

 

แสนสิริ แผนธุรกิจ 2560 (ภาพที่ 33)“บริษัทคาดว่าจะมีรายได้รวมในปี 2559 ประมาณ 34,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้จากการขายรวมกับการที่บริษัทเริ่มมีรายได้จากการบริหารโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนกับ BTS  โดยความสำเร็จจากรายได้รวม เติบโตจากการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมที่ทยอยโอนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาทิ The XXXIX’ (เดอะ เทอร์ทีไนน์), D Condo รังสิต, D Condo Camous Resort บางแสน, บ้านปลายหาด  วงศ์อมาตย์ พัทยา, D Condo Nim เชียงใหม่ รวมถึงล่าสุดบริษัทยังได้เริ่มโอนโครงการคอนโดมิเนียมเอดจ์ สุขุมวิท 23 (EDGE Sukhumvit 23) ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ปัจจุบันแสนสิริและบริษัทร่วมทุนกับบีทีเอส ยังมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Presale backlog) ที่รองรับการรับรู้รายได้ในอีก 4 ปีข้างหน้าแล้วประมาณ 39,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นยอดขายรอรับรู้รายได้ของแสนสิริ 18,600 ล้านบาท และยอดขายรอรับรู้รายได้ของบริษัทร่วมทุนกับบีทีเอสอีก 20,400 ล้านบาท” นายเศรษฐา กล่าว

 

Leave a Reply

Your email address will not be published.

ALL COMMENT (0)
icon-yusabuy-titleRELATED ARTICLE
back to top